Diary no.13

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 13
วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 08.30 - 11.30

การทดลองสอน


          ในคาบนี้เป็นการทดลองสอนของกลุ่มอาหารดีมีประโยชน์ เรื่องอาหารหมู่ที่ 5 ในแผนการจัดประสบการณ์ชั้นอนุบาล3 แผนวันพุธ โดยผู้สอนคือ น.ส.ณัชชา   เศวตทวี

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ไฮสโคป (high scope)
โปรแกรมไฮสโคป (high scope) เกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐมิชิแกน (Michigan) โดยดร.เดวิด ไวคาร์ท (Dr.David Weikart) ประธานมูลนิธิวิจัยการศึกษาไฮสโคป
ไฮสโคป (High Scope) เป็นการสอนที่เน้นการเรียนรู้แบบลงมือทำผ่านมุมเล่นที่หลากหลาย ด้วยสื่อและกิจกรรมที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก และการแก้ปัญหาอย่างกระตือรือร้น โดยการให้โอกาสเด็กเป็นผู้ริเริ่มการเล่นหรือกิจกรรมต่าง ๆ อย่างอิสระ ซึ่งตรงตามทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา (Cognitive Theory) ของเปียเจต์ (Piaget) นักการศึกษาที่สำคัญคนหนึ่งของโลก ความสำคัญในด้านพื้นฐานโดยเฉพาะการสร้างองค์ความรู้ของผู้เรียน จะเน้นการเรียนรู้แบบลงมือกระทำ (Active Learning) เพราะเด็กจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงทำให้เกิดความคิด  ความรู้  ความเข้าใจ และรู้จักลงมือแก้ปัญหาด้วยตนอง (https://th.theasianparent.com/)
การเรียนรู้แบบลงมือกระทำประสบการณ์สำคัญที่ริเริ่ม
1. พื้นที่สื่อการเก็บ
        - การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ หรือการอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ดีเด็กจะเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ร่องรอยการเรียนรู้ของเด็กจะต้องติดอยู่ในระดับสายตาที่เด็กสามารถเห็นได้ รวมทั้งการจัดห้องเรียนออกเป็นส่วนๆ ดังนี้
ส่วนที่1  พื้นที่เก็บของใช้ส่วนตัวของเด็ก
            ส่วนที่2  พื้นที่สำหรับทำกิจกรรมกลุ่มใหญ่ กลุ่มย่อย
ส่วนที่3  พื้นที่สำหรับเล่นตามมุม ไม่ต่ำกว่า 5 มุม อาทิ มุมบล็อก มุมหนังสือ มุมศิลปะ มุเครื่องเล่นสัมผัส มุมบทบาทสมมติ
ส่วนที่4  พื้นที่ของครู
2. กลยุทธ์ปฏิสัมพันธ์การกระตุ้นส่งเสริมการแก้ปัญหา
         -  ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่ – เด็ก โปรแกรมไฮสโคปเน้นเรื่องการมีปฏสัมพันธ์ที่ดี 
   -  กิจวัตรประจำวัน หลัก 3 ประการ
                1. การวางแผน (Plan) เป็นการกำหนดแนวทางการปฏิบัติ หรือการดำเนินงานตามงานที่ได้รับมอบหมายหรือสิ่งที่สนใจด้วยการสนทนาร่วมกันระหว่างครูกับเด็ก และเด็กกับเด็ก ว่าจะทำอะไร อย่างไร การวางแผนกิจกรรมนี้เด็กอาจแสดงด้วยภาพหรือสัญลักษณ์ประจำตัวเด็กหรือบอกให้ครูบันทึก เป็นกระบวนการที่เด็กมีโอกาสเลือกและตัดสินใจ
                2. การปฏิบัติ (Do) คือ การลงมือทำกิจกรรมตามแผนที่วางไว้ เป็นส่วนที่เด็กได้ร่วมกันคิด แก้ปัญหา ตัดสินใจ และทำงานด้วยตนเอง หรือร่วมกับเพื่อนอย่างอิสระตามเวลาที่กำหนดโดยมีครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือในจังหวะที่เหมาะสม เป็นส่วนที่เด็กได้มีการพัฒนาการพูดและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมสูง
           3. การทบทวน (Review) เด็ก ๆ จะเล่าถึงผลงานที่ตนเองได้ลงมือทำเพื่อทบทวนว่าตนเองนั้นได้ปฏิบัติงานตามแผนที่ได้วางไว้หรือไม่ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร การทบทวนจุดประสงค์ที่แท้จริงคือ ต้องการให้เด็กได้เชื่อมโยงแผนการปฏิบัติงานกับผลงานที่ทำ รวมถึงการเล่าประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้ลงมือทำด้วยตนเอง
3. คณะทำงานบันทึกประจำวัน วางแผนกิจวัตรประจำวัน ประเมินพัฒนาการ
-  การประเมิน
อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำกิจกรรม
     1. แผ่นวางแผน ครูจะต้องมีแผ่นให้เด็กวางแผนในการทำกิจกรรมต่างๆ ที่เด็กเลือก
    2. แผ่นบันทึกการวางแผน ครูจะต้องจดบันทึกเช่น เด็กเลือกทำกิจกรรมศิลปะ เด็กจะต้องบอกครูว่าจะวาดรูปอะไร
    3. ป้ายชื่อเด็ก เด็กแต่ละคนจะมีป้ายชื่อในการเลือกกิจกรรม
กิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบไฮสโคป
1. กิจกรรมเสริมประสบการ
2. กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
3. กิจกรรมเสรี





ที่มา : โทรทัศน์ครู ปฐมวัย โปรแกรมการเรียนรู้แบบไฮสโคป

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

STEM Education

คำว่า สะเต็มหรือ “STEM” เป็นคำย่อจากภาษาอังกฤษของศาสตร์ 4 สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology)  วิศวกรรมศาสตร์(Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics)  หมายถึงองค์ความรู้ วิชาการของศาสตร์ทั้งสี่ที่มีความเชื่อมโยงกันในโลกของความเป็นจริงที่ต้องอาศัยองค์ความรู้ต่างๆ มาบูรณาการเข้าด้วยกันในการดำเนินชีวิตและการทำงาน คำว่า STEM ถูกใช้
ครั้งแรกโดยสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (the National Science Foundation: NSF) ซึ่งใช้คำนี้เพื่ออ้างถึงโครงการหรือโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ อย่างไรก็ตามสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ได้ให้นิยามที่ชัดเจนของคำว่า STEM มีผลให้มีการใช้และให้ความหมายของคำนี้แตกต่างกันไป (Hanover Research, 2011, p.5) เช่น มีการใช้คำว่า STEM  ในการอ้างอิงถึงกลุ่มอาชีพที่มีความเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์
สะเต็มศึกษา คือ แนวทางการจัดการศึกษาที่บูรณาการความรู้ใน 4 สหวิทยาการ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์ โดยเน้นการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง รวมทั้งการพัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต และการทำงาน ช่วยนักเรียนสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง 4 สหวิทยาการ กับชีวิตจริงและการทำงาน  การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาเป็นการจัดการเรียนรู้ที่ไม่เน้นเพียงการท่องจำทฤษฎีหรือกฏทางวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ แต่เป็นการสร้างความเข้าใจทฤษฎีหรือกฏเหล่านั้นผ่านการปฏิบัติให้เห็นจริงควบคู่กับการพัฒนาทักษะการคิด  ตั้งคำถาม  แก้ปัญหาและการหาข้อมูลและวิเคราะห์ข้อค้นพบใหม่ๆ พร้อมทั้งสามารถนำข้อค้นพบนั้นไปใช้หรือบูรณาการกับชีวิตประจำวันได้
การจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มมีลักษณะ  5  ประการได้แก่
(1) เป็นการสอนที่เน้นการบูรณาการ
(2) ช่วยนักเรียนสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาวิชาทั้ง 4 กับชีวิตประจำวันและการทำอาชีพ
 (3) เน้นการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 
(4) ท้าทายความคิดของนักเรียน  และ
(5) เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็น และความเข้าใจที่สอดคล้องกับเนื้อหาทั้ง 4 วิชา  จุดประสงค์ของการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา คือ ส่งเสริมให้ผู้เรียนรักและเห็นคุณค่าของการเรียนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์  และเห็นว่าวิชาเหล่านั้นเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สามารถนำมาใช้ได้ทุกวัน (ที่มา : http://www.stemedthailand.org/?page_id=23)

 การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
          เราสามารถนำเทคนิค วิธีการสอนที่เราได้เห็นจากโรงเรียนอื่นๆ ผ่านทางการสอนจากเพื่อนๆ ในชั้นนำไปเพิ่ม ปรับ หรือนำไปใช้ให้เหมาะสมกับห้องเรียนของเราได้


การประเมิน
ตนเอง : เป็นนักเรียนให้กับเพื่อนๆ ที่ทดลองสอน
เพื่อน : ทดลองสอนและเป็นนักเรียนให้กับเพื่อนๆ ที่ทดลองสอน
อาจารย์ : ให้ข้อเสนอะแนะ เทคนิค วิธีการี และกระบวนการต่างๆ เพื่อปรับปรุงการสอนให้ดียิ่งขึ้น





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น