วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 08.30 - 11.30
การทดลองสอน
ในคาบนี้เป็นการทดลองสอนของกลุ่มอาหารดีมีประโยชน์ เรื่องอาหารหมู่ที่ 5 ในแผนการจัดประสบการณ์ชั้นอนุบาล3 แผนวันพุธ โดยผู้สอนคือ น.ส.ณัชชา เศวตทวี
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ไฮสโคป (high scope)
โปรแกรมไฮสโคป (high scope) เกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
รัฐมิชิแกน (Michigan) โดยดร.เดวิด
ไวคาร์ท (Dr.David Weikart) ประธานมูลนิธิวิจัยการศึกษาไฮสโคป
ไฮสโคป (High Scope) เป็นการสอนที่เน้นการเรียนรู้แบบลงมือทำผ่านมุมเล่นที่หลากหลาย
ด้วยสื่อและกิจกรรมที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก และการแก้ปัญหาอย่างกระตือรือร้น
โดยการให้โอกาสเด็กเป็นผู้ริเริ่มการเล่นหรือกิจกรรมต่าง ๆ อย่างอิสระ
ซึ่งตรงตามทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา (Cognitive
Theory) ของเปียเจต์ (Piaget) นักการศึกษาที่สำคัญคนหนึ่งของโลก
ความสำคัญในด้านพื้นฐานโดยเฉพาะการสร้างองค์ความรู้ของผู้เรียน
จะเน้นการเรียนรู้แบบลงมือกระทำ (Active
Learning) เพราะเด็กจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงทำให้เกิดความคิด ความรู้
ความเข้าใจ และรู้จักลงมือแก้ปัญหาด้วยตนอง (https://th.theasianparent.com/)
การเรียนรู้แบบลงมือกระทำประสบการณ์สำคัญที่ริเริ่ม
1. พื้นที่สื่อการเก็บ
- การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้
หรือการอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ดีเด็กจะเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ร่องรอยการเรียนรู้ของเด็กจะต้องติดอยู่ในระดับสายตาที่เด็กสามารถเห็นได้
รวมทั้งการจัดห้องเรียนออกเป็นส่วนๆ ดังนี้
ส่วนที่1 พื้นที่เก็บของใช้ส่วนตัวของเด็ก
ส่วนที่2 พื้นที่สำหรับทำกิจกรรมกลุ่มใหญ่
กลุ่มย่อย
ส่วนที่3 พื้นที่สำหรับเล่นตามมุม ไม่ต่ำกว่า 5 มุม อาทิ มุมบล็อก มุมหนังสือ
มุมศิลปะ มุเครื่องเล่นสัมผัส มุมบทบาทสมมติ
ส่วนที่4 พื้นที่ของครู
2. กลยุทธ์ปฏิสัมพันธ์การกระตุ้นส่งเสริมการแก้ปัญหา
- ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่ – เด็ก โปรแกรมไฮสโคปเน้นเรื่องการมีปฏสัมพันธ์ที่ดี
- กิจวัตรประจำวัน หลัก 3 ประการ
1. การวางแผน (Plan) เป็นการกำหนดแนวทางการปฏิบัติ หรือการดำเนินงานตามงานที่ได้รับมอบหมายหรือสิ่งที่สนใจด้วยการสนทนาร่วมกันระหว่างครูกับเด็ก และเด็กกับเด็ก ว่าจะทำอะไร อย่างไร การวางแผนกิจกรรมนี้เด็กอาจแสดงด้วยภาพหรือสัญลักษณ์ประจำตัวเด็กหรือบอกให้ครูบันทึก เป็นกระบวนการที่เด็กมีโอกาสเลือกและตัดสินใจ
2. การปฏิบัติ (Do) คือ การลงมือทำกิจกรรมตามแผนที่วางไว้ เป็นส่วนที่เด็กได้ร่วมกันคิด แก้ปัญหา ตัดสินใจ และทำงานด้วยตนเอง หรือร่วมกับเพื่อนอย่างอิสระตามเวลาที่กำหนดโดยมีครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือในจังหวะที่เหมาะสม เป็นส่วนที่เด็กได้มีการพัฒนาการพูดและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมสูง
3. การทบทวน (Review) เด็ก ๆ จะเล่าถึงผลงานที่ตนเองได้ลงมือทำเพื่อทบทวนว่าตนเองนั้นได้ปฏิบัติงานตามแผนที่ได้วางไว้หรือไม่ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร การทบทวนจุดประสงค์ที่แท้จริงคือ ต้องการให้เด็กได้เชื่อมโยงแผนการปฏิบัติงานกับผลงานที่ทำ รวมถึงการเล่าประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้ลงมือทำด้วยตนเอง
3. คณะทำงานบันทึกประจำวัน วางแผนกิจวัตรประจำวัน ประเมินพัฒนาการ
- การประเมิน
อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำกิจกรรม
1. แผ่นวางแผน ครูจะต้องมีแผ่นให้เด็กวางแผนในการทำกิจกรรมต่างๆ ที่เด็กเลือก
2. แผ่นบันทึกการวางแผน ครูจะต้องจดบันทึกเช่น เด็กเลือกทำกิจกรรมศิลปะ เด็กจะต้องบอกครูว่าจะวาดรูปอะไร
3. ป้ายชื่อเด็ก เด็กแต่ละคนจะมีป้ายชื่อในการเลือกกิจกรรม
กิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบไฮสโคป
1. กิจกรรมเสริมประสบการ
2. กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
3. กิจกรรมเสรี
ที่มา : โทรทัศน์ครู ปฐมวัย
โปรแกรมการเรียนรู้แบบไฮสโคป
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
STEM Education
คำว่า “สะเต็ม” หรือ “STEM” เป็นคำย่อจากภาษาอังกฤษของศาสตร์
4 สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์(Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) หมายถึงองค์ความรู้
วิชาการของศาสตร์ทั้งสี่ที่มีความเชื่อมโยงกันในโลกของความเป็นจริงที่ต้องอาศัยองค์ความรู้ต่างๆ
มาบูรณาการเข้าด้วยกันในการดำเนินชีวิตและการทำงาน คำว่า STEM ถูกใช้
ครั้งแรกโดยสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา
(the National Science Foundation: NSF) ซึ่งใช้คำนี้เพื่ออ้างถึงโครงการหรือโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์
อย่างไรก็ตามสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ได้ให้นิยามที่ชัดเจนของคำว่า
STEM มีผลให้มีการใช้และให้ความหมายของคำนี้แตกต่างกันไป (Hanover Research, 2011, p.5) เช่น
มีการใช้คำว่า STEM
ในการอ้างอิงถึงกลุ่มอาชีพที่มีความเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์
สะเต็มศึกษา คือ
แนวทางการจัดการศึกษาที่บูรณาการความรู้ใน 4 สหวิทยาการ ได้แก่ วิทยาศาสตร์
วิศวกรรม เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์ โดยเน้นการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง
รวมทั้งการพัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต
และการทำงาน ช่วยนักเรียนสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง 4 สหวิทยาการ
กับชีวิตจริงและการทำงาน
การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาเป็นการจัดการเรียนรู้ที่ไม่เน้นเพียงการท่องจำทฤษฎีหรือกฏทางวิทยาศาสตร์
และคณิตศาสตร์
แต่เป็นการสร้างความเข้าใจทฤษฎีหรือกฏเหล่านั้นผ่านการปฏิบัติให้เห็นจริงควบคู่กับการพัฒนาทักษะการคิด ตั้งคำถาม
แก้ปัญหาและการหาข้อมูลและวิเคราะห์ข้อค้นพบใหม่ๆ
พร้อมทั้งสามารถนำข้อค้นพบนั้นไปใช้หรือบูรณาการกับชีวิตประจำวันได้
การจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มมีลักษณะ 5
ประการได้แก่
(1) เป็นการสอนที่เน้นการบูรณาการ
(2)
ช่วยนักเรียนสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาวิชาทั้ง 4
กับชีวิตประจำวันและการทำอาชีพ
(3) เน้นการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่
21
(4) ท้าทายความคิดของนักเรียน และ
(5) เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็น
และความเข้าใจที่สอดคล้องกับเนื้อหาทั้ง 4 วิชา
จุดประสงค์ของการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา คือ
ส่งเสริมให้ผู้เรียนรักและเห็นคุณค่าของการเรียนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์
และเห็นว่าวิชาเหล่านั้นเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สามารถนำมาใช้ได้ทุกวัน (ที่มา : http://www.stemedthailand.org/?page_id=23)
การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
เราสามารถนำเทคนิค วิธีการสอนที่เราได้เห็นจากโรงเรียนอื่นๆ
ผ่านทางการสอนจากเพื่อนๆ ในชั้นนำไปเพิ่ม ปรับ
หรือนำไปใช้ให้เหมาะสมกับห้องเรียนของเราได้
การประเมิน
ตนเอง : เป็นนักเรียนให้กับเพื่อนๆ ที่ทดลองสอน
เพื่อน : ทดลองสอนและเป็นนักเรียนให้กับเพื่อนๆ ที่ทดลองสอน
อาจารย์ : ให้ข้อเสนอะแนะ เทคนิค วิธีการี และกระบวนการต่างๆ
เพื่อปรับปรุงการสอนให้ดียิ่งขึ้น




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น